รู้จักกับภูมิแพ้

allergy-linzhimin

โรคภูมิแพ้ (Allergy) คือโรคที่เกิดจากร่างกายมีความไวผิดปกติต่อสิ่งแวดล้อมกระตุ้นภายนอกแตกต่างไปจากคนปกติทั่วไป แทนที่จะสร้างภูมิต้านทานโรค กลับไปสร้างภูมิชนิดที่ก่อให้เกิด อาการภูมิแพ้แทน ที่เรียกว่า สารก่อภูมิแพ้ (Antigen) เช่น ฝุ่นบ้าน ไรฝุ่นที่นอน รังแคสัตว์เลี้ยง ฝุ่นซากแมลงสาบ เกสรดอกหญ้า อาหาร หรือ ยาบางชนิด
 
กลไกการเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้
โดยปกติเมื่อร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้ เข้าไปในร่างกายบ่อยๆ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะทำการจดจำและสร้างภูมิคุ้มกันชนิดหนึ่งที่มีสมบัติเป็นโปรตีน เรียกว่า IgE (ไอ-จี-อี ) และเมื่อร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าไปอีก สารก่อภูมิแพ้ จะไปจับกับ IgEซึ่งอยู่บนเม็ดเลือดขาว ทำให้เม็ดเลือดขาวนี้แตกออกและปล่อยสารชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ฮิสตามีน (histamine) ออกมา ส่งผลให้เยื่อบุจมูก เยื่อบุตา ลำคอ เกิดการอักเสบ เกิดการบวม และสร้างเมือกออกมามากกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการ คัดจมูก น้ำมูกไหล และคันจมูกตามมา

ชนิดของโรคภูมิแพ้
โรคภูมิแพ้สามารถแบ่งได้เป็น 4 โรคคือ
1) โรคหืด (Asthma)
2) โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic rhinitis) หรือ โรคแพ้อากาศ
3) โรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic conjunctivitis)
4) โรคผื่นภูมิแพ้ (Atopic eczema)

โรคภูมิแพ้อีกกลุ่มที่เกิดจากการได้รับสารกระตุ้นอื่นที่ชัดเจน เช่น
1) โรคภูมิแพ้ที่เกิดจากอาหาร (Food allergy)
2) การแพ้ยาและสารเคมี (Drug and chemical substance allergy)

สาเหตุปัจจัยของโรคภูมิแพ้
ปัจจัยทางพันธุกรรม
 โรคภูมิแพ้ เป็นโรคที่สามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ไม่มีประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัวก็สามารถเกิดโรคภูมิแพ้ได้เองประมาณ ร้อยละ 10-20 ถ้าพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งเป็นโรคภูมิแพ้ ลูกจะมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ประมาณร้อยละ 25-50 แต่ถ้าทั้งพ่อและแม่เป็นโรคภูมิแพ้ทั้งคู่ ลูกที่เกิดออกมามีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้สูงถึงร้อยละ 70 โดยเฉพาะโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือโรคแพ้อากาศจะมีอัตราการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์สูงที่สุด
 
ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ส่วนมากอาการแสดงของโรคภูมิแพ้จะเกิดขึ้นได้เมื่อได้รับสิ่งแวดล้อมที่สามารถกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาภูมิไวเกินในร่างกาย ซึ่งจะต้องได้รับปริมาณมากและนานพอที่จะกระตุ้นให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยา ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมดังกล่าวได้แก่
– การได้รับหรือสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ (Allergen exposure)
– การติดเชื้อ (Infection) จากการศึกษาทางระบาดวิทยา โรคภูมิแพ้พบมากในเด็กที่มีสุขอนามัยดี หรืออยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้วมากกว่าเด็กที่มีสุขอนามัยไม่ดี หรืออยู่ใน
  ประเทศกำลังพัฒนา เช่นการพบเด็กที่อยู่ในเมืองเป็นโรคภูมิแพ้มากกว่าเด็กที่อยู่ในชนบท
– การสูบบุหรี่ (Smoking) การได้รับควันบุหรี่จากผู้ที่สูบบุหรี่โดยที่ตนเองไม่ได้สูบบุหรี่เอง (Passive smoking) จะได้รับปริมาณสารพิษจากควันบุหรี่มากกว่าผู้ที่สูบโดยตรงถึง 
  3-40 เท่า เช่น เด็กที่ได้รับควันบุหรี่จะเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคหืดมากกว่าเด็กปกติ 2 เท่า และในเด็กที่เป็นโรคหืดอยู่แล้วก็จะมีโอกาสเกิดอาการกำเริบและต้องใช้ยาควบคุม
  โรคมากขึ้น
– การได้รับนมแม่ (Breast feeding) นอกจากทำให้มีภูมิต้านทานโรคต่างๆ มากขึ้นแล้วยังลดโอกาสการเป็นโรคภูมิแพ้ด้วย
– มลพิษ (Pollution) เช่นมลภาวะจากท่อไอเสียรถยนต์ จากโรงงานอุตสาหกรรม จะกระตุ้นให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุทางเดินหายใจได้เช่นกัน

ป้องกันภูมิแพ้

สำคัญก็คือต้องรักษาสุขภาพให้แข็งแรง กินอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับให้เพียงพอ ไม่เครียด หลีกเลี่ยงสารพิษและพยายามมองโลกในแง่ดีก็จะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันโรคแข็งแรงขึ้น เพราะผู้ที่ใช้ร่างกายและจิตใจจนอ่อนล้า จะทำให้ประสิทธิภาพของภูมิคุ้มกันน้อยลง ทำให้ตอบสนองต่อการรุกรานของสิ่งแปลกปลอมได้ไม่ดีเท่าที่ควร ส่งผลให้เจ็บป่วยได้ง่าย

หากแพ้ฝุ่นไรในบ้าน ก็ควรเปลี่ยนมาใช้ฟูกที่มีลักษณะพิเศษที่ป้องกันฝุ่นไรได้ดี และควรซักผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ด้วยอุณหภูมิ 60 องศา และนำผ้าที่ซักรีดเรียบร้อยแล้วให้เก็บไว้ในตู้เสื้อผ้า รักษาความสะอาดของบ้านและเฟอร์นิเจอร์ 

ปิดหน้าต่างก่อนค่ำ เนื่องจากละอองเกสรของดอกไม้จะฟุ้งกระจายเมื่ออากาศเย็นลง

ทาวาสลีนไว้ในรูจมูก เพื่อดักจับละอองเกสรดอกไม้ไม่ให้เข้าไปในจมูกและเยื่อบุช่องคอ

สระผมทุกเย็น เพราะว่าฝุ่นละอองเกสรดอกไม้ที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้นั้นอาจเกาะติดกับเส้นผม (แต่ควรเป่าผมให้แห้งก่อนนอนทุกครั้ง) 

สวมแว่นกันแดดที่ปกปิดดวงตาได้มิดชิด เพื่อไม่ให้ฝุ่นและละอองเกสรดอกไม้เข้าตา

การรักษาโรคภูมิแพ้
ปัจจุบันผู้ที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้สามารถรับการฉีดวัคซีนได้โดยการฉีดสารต้องสงสัยว่าจะเกิดภูมิแพ้เข้าไปในร่างกายผู้ป่วย เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะต่อสารภูมิแพ้นั้น โดยจะเพิ่มขนาดขึ้นเรื่อยๆและต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาสามปี ซึ่งผู้ป่วยต้องไปโรงพยาบาลเป็นประจำเพื่อฉีดสารภูมิแพ้เป็นช่วงๆตลอดทั้งปี ผู้ที่ควรได้รับการฉีดวัคซีนควรเป็นผู้ที่มีอาการน้ำมูกไหลเป็นเวลานานถึงสี่อาทิตย์ติดต่อกัน การรักษาด้วยการฉีดวัคซีนในปัจจุบันนั้น ใช้ได้กับผู้ป่วยที่แพ้ละอองเกสรดอกไม้ ขนสัตว์ พิษแมลงสัตว์กัดต่อย หรือไรฝุ่น ในอนาคตอาจมีวัซีนที่สามารถรักษาอาการภูมิแพ้อย่างอื่นๆอีก เพราะวิวัฒนาการทางการแพทย์มีการค้นคว้าวิจัยกันอยู่เสมอ

อยู่กับภูมิแพ้

การดูแลตัวเอง
– ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทุกวัน รับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ
– หลีกเลี่ยงความเครียด ใช้ยาตามที่แพทย์สั่ง ไม่ควรหายามาทานเอง

การดูแลสิ่งแวดล้อม
ด้วยการกำจัดฝุ่นละอองและตัวไรในห้องนอน ทำความสะอาดห้องนอนทุกวัน จัดห้องนอนให้โล่ง มีเครื่องตกแต่งน้อยชิ้นที่สุด หลีกเลี่ยงวัสดุที่ทำจากขนสัตว์ นุ่น หลีกเลี่ยงการใช้พรม ที่นอนและหมอนควรนำออกตากแดดทุกสัปดาห์ ผ้าคลุมที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่ม มุ้ง ผ้าคลุมเตียง ควรทำความสะอาดอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง ควรเก็บหนังสือและเสื้อผ้าในตู้ที่ปิดมิดชิด ใช้วัสดุที่เป็นใยสังเคราะห์หรือฟองน้ำ กำจัดแหล่งที่อยู่ของแมลงสาบและแมลงอื่นๆ ในบ้าน หลีกเลี่ยงการวางดอกไม้สดหรือต้นไม้ภายในบ้าน ไม่ควรคลุกคลีหรือนำสัตว์เลี้ยงมาไว้ในบ้าน กำจัดเชื้อรา อย่าให้เกิดความชื้นหรืออับทึบ เช่น ห้องน้ำ กระถางต้นไม้